วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เครปเย็น ธุรกิจใหม่ถูกใจวัยโจ๋

image

อาหารญี่ปุ่นและขนมญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมจากคนไทย-วัยรุ่นไทย และมีการพัฒนาเมนูหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “เครปญี่ปุ่น” โดยปรับสูตรเป็น “เครปร้อน” ตัวแป้งจะกรอบ ไส้เหมือนที่ใส่ในขนมปัง ทำเสร็จต้องทานทันทีมิฉะนั้นจะไม่อร่อย ขณะที่ “เครปเย็น” แบบญี่ปุ่น แป้งจะเหนียวนุ่มและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถ ใช้ส่วนผสมของไส้เย็น ประเภทผลไม้สด ครีมสด ไอศกรีมชนิดต่าง ๆ ฯลฯ เข้ามาผสมได้อย่างลงตัวพอดี ๆ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีสูตรการทำเครปเย็นมานำเสนอให้ลองพิจารณา...
กัญชญาษร จุฑาพานิช หรือ “มุ่ย” เป็นเจ้าของหุ้นส่วนธุรกิจอิชิเครปเย็น เจ้าตัวเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธูรกิจนี้ว่า ไป เที่ยวญี่ปุ่น เห็นมีร้านขายเครปชนิดนี้อยู่เยอะ แต่ละร้านจะขายดี มีการต่อคิวซื้อกันเป็นจำนวนมาก ก็สนใจ พอได้ชิมก็ชื่นชอบในรสชาติ ขอนามบัตรจากทุกร้าน เมื่อกลับมาก็คุยกับเพื่อนสนิทว่าอยากจะลองทำธุรกิจตัวนี้ดู เมื่อตกลงเข้าหุ้นกันเรียบร้อยแล้ว จึงติดต่อขอซื้อสูตรจากญี่ปุ่น
“พอกลับมาก็ลองทำฝึกทำดู โดยการหาซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ ซึ่งราคาถูกกว่า ทำให้สามารถขายได้ในราคาถูกกว่าของญี่ปุ่นหลายเท่า เครป สูตรดั้งเดิมรสชาติจะจืด ๆ ไปหน่อย เพราะคนที่โน่นเขาไม่ทานรสจัด พอเราทำขายในเมืองไทยจึงต้องมีการปรับปรุงรสชาติให้เข้มข้นขึ้น ดัดแปลงรสชาติหรือไส้ให้มีหลากหลายชนิด กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลาพอสมควร ตอนนี้มีกว่า 20 รสชาติ เพื่อรองรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัย เช่น เยลลี่, คุกกี้, โอริโอ้, คอนเฟลก, ไอศกรีมรสต่าง ๆ หรือผลไม้ตามฤดูกาลก็นำมาใช้ได้”

เครปเย็น, อาหาร, อาหารญี่ปุ่น, สูตรอาหาร, เครป, ice crepe

มุ่ยบอกว่า ลูกค้าจะได้ซื้อในราคาที่ไม่แพง เป็นราคาขายที่คำนวณจากต้นทุน ลูกค้าสามารถเลือกหน้าผสมได้ตามใจชอบ สำหรับเมนู ยอดฮิต ได้แก่ กล้วยหอม + สตรอเบอรี่ ครีมสด (วิปปิ้งครีม), ราดซอสช็อกโกแลต / โอรีโอ้ + ครีมสด / กล้วยหอม + ช็อกโกแลต / เค้ก + ครีมสด / มะม่วง+ ครีมสด / คอนเฟลก + ครีมสด / กีวี่+สตรอเบอรี่ / ปีโป้ + ครีมคัสตาร์ท / แบล็กเคอเรน+ ครีมคัสตาร์ท / โกโก้ครั้นซ์ + ครีมสด / กล้วยหอม + ครีมใบเตย / อัลมอนด์สไลด์ ฯลฯ ซึ่งทุกหน้าจะราดด้วยซอสช็อกโกแลต, ซอสสตรอเบอร์รี่
เทคนิคความอร่อย นอกจากตัวแป้งที่นุ่มเหนียว หน้าที่ใส่ก็สำคัญ อย่างผลไม้สดจะแช่เย็นไว้รอใช้
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขายก็มี... แผ่นกระทะเหล็กแบน 14 นิ้ว (เตาสำหรับทำเครป), ไม้เกลี่ยหรือไม้หมุนแป้ง, เกรียงแซะแป้ง, ไม้ปาด (สปาตูล่า), ทัพพีกลม, มีด, เขียง, ถาดสแตนเลส, พัด, ตะเกียบยาว ๆ (สำหรับช้อนแป้งขึ้น) กระดาษห่อหรือกรวยกระดาษสำหรับใส่เครป
ส่วนผสมของแป้งก็มี... แป้งสาลี 4 ถ้วยตวง, ไข่ไก่ 4 ฟอง, เนยละลาย 200 กรัม, นมสด 500 กรัม และน้ำสะอาด 250 กรัม น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ เกลือหยิบมือ และกลิ่นวานิลาสังเคราะห์นิดหน่อย
ขั้นตอนการทำแป้ง “เครปเย็น” เริ่มจากร่อนแป้งก่อน พักไว้ ทำการตีไข่ผสมนมสดหนึ่งส่วน ใส่น้ำตาล เกลือ และนมสดที่เหลือจนหมด จากนั้นค่อย ๆ ใส่แป้งที่ร่อนในเครื่องปั่นให้เข้ากัน เติมเนยละลายทีละน้อย ๆ จนหมด ปั่นต่อไปอีก 10 นาที ใส่น้ำสะอาดและกลิ่นวานิลา คนให้ส่วนผสมแป้งเข้ากันดี สังเกตว่าแป้งเนียนดีแล้ว เทใส่ภาชนะนำเข้าตู้เย็นประมาณ 2 ชั่วโมง
เมื่อต้องการทำ เป็นเครป รอให้กระทะร้อนจนทั่ว ตักแป้งเทลงไปตรงกลาง เกลี่ยแล้วหมุนวนไปทางเดียว เกลี่ยแป้งให้เสมอกัน ใช้ไฟปานกลาง พอแป้งสุกใช้เกรียงแซะออกมาวางลงถาด พักให้เย็น นำวิปปิ้งครีมมาป้าย 1 ใน 5 ส่วน ใส่หน้าที่ต้องการ สตรอเบอร์รี่ผ่าเป็นสองซีก ส่วนกล้วยปอกเปลือกหั่นเป็นแว่นจัดให้สวยงาม ราดซอสเป็นการตบท้าย พับแป้งอีกให้คล้ายกรวย จากนั้นนำกระดาษหรือกรวยที่เตรียมไว้มาห่อ
ราคาขายเริ่มตั้งแต่ 40 บาท จนถึง 65 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับการผสมหน้าที่ใส่)

เครปเย็น, อาหาร, อาหารญี่ปุ่น, สูตรอาหาร, เครป, ice crepe

“เครปเย็น” เจ้านี้ มีขาย 3 สาขา คือที่ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, บิ๊กซีราชดำริ, เดอะมอลล์บางกะปิ และ รับออกงานเลี้ยงต่าง ๆ โดยติดต่อมุ่ยได้ที่ โทร.08-1399- 6272, 08-6893-5599 และตอนนี้ทางร้านก็กำลังศึกษาเรื่องแฟรนไซส์อยู่ อีกทั้งประมาณปลายปีนี้จะออกหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเครปเย็น เริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุ ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด วิธีการเปิดร้าน การดูทำเลขาย และการทำธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วย
เชาวลี ชุมขำ :รายงาน / สุรเชษฎ์ วัชรวิศิษฎ์ :ภาพ
คู่มือลงทุน...เครปเย็น
ทุนเบื้องต้น ประมาณ 60,000 บาท
ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 70% ของราคา
รายได้ ราคาชิ้นละ 40-65 บาท
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด ย่านอาหาร, ย่านวัยรุ่น
จุดน่าสนใจ คนไทยรุ่นใหม่ ๆ นิยมทาน

ที่มา : Woman

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศิริชัยไก่ย่าง

alt “ศิริชัยไก่ย่าง” มั่นใจเดินหน้าเติบโตแบบพอเพียง เร่งเสริมบริการรอบด้าน ทั้งเดลิเวอรี่อาหารตามสั่ง อาหารปิ่นโต รับจัดเลี้ยง อาหารกล่อง พร้อมรุกใช้สื่อออนไลน์ส่งผลกระแสตอบรับดีเกินคาด อนาคตเล็งเปิดบริการ “คอฟฟี่ เบรค-ค็อกเทล” เสริม
นางนันทวัน ทองจิรโชติ และนางสาวพนมกร วุฒิกร ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิริชัยไก่ย่าง ร่วมกันเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันศิริชัยไก่ย่าง นอกจากจะให้บริการอาหารไทย จีน อีสานใน 2 สาขาคือลาดพร้าว และรัชดา 37 แล้ว ยังให้บริการส่งอาหารถึงบ้านหรือเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารตามสั่ง และอาหารปิ่นโต นอกจากนี้ยังมีบริการจัดเลี้ยงทั้งในและนอกสถานที่ รวมถึงบริการจัดทำอาหารกล่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมีลูกค้าทั้งกลุ่มบริษัท หน่วยราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จากเดิมกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มครอบครัว ทางร้านได้ปรับรูปแบบของอาหารและบริการ ทั้งเมนูอาหาร การตกแต่งร้าน ภาชนะอาหาร ที่เน้นความทันสมัย สวยงามด้วย

image


“จุดเด่นของศิริชัยไก่ย่างคือราคาอาหารไม่แพง และมีรสชาติที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะไก่ย่าง ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ นอกจากนี้ทางร้านยังมีการปรับเปลี่ยนอาหารให้มีความทันสมัย เหมาะกับความต้องการของลูกค้า ทั้งอาหารตามสั่งที่ลูกค้าหลักได้แก่ กลุ่มพนักงานบริษัทต่างๆ อาหารปิ่นโตสำหรับกลุ่มครอบครัว รับจัดเลี้ยงสำหรับกลุ่มองค์กร ครอบครัวที่มีงานเลี้ยง ทำบุญ อาหารกล่องสำหรับกลุ่มประชุมสัมนา ซึ่งแต่ละกลุ่มได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

หากเป็นบริการอาหารตามสั่งหรืออาหารปิ่นโต มียอดลูกค้าเฉลี่ย 20-30 รายต่อวันต่อสาขา ขณะที่อาหารปิ่นโตเฉลี่ย 40-50 รายต่อวัน ส่วนบริการจัดเลี้ยงและอาหารกล่องในช่วงปีที่ผ่านมามียอดเติบโตเยอะมาก และเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุด ซึ่งทางร้านเองต้องพยายามเพิ่มการให้บริการที่ครบครันยิ่งขึ้น


นางสาวพนมกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางร้านมีการจัดทำสื่อต่างๆ ต่อเนื่อง โดยสื่อหลักเป็นการแจกโบรชัวร์ และใบปลิว เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามาใช้บริการซึ่งผลตอบรับดีในระดับหนึ่งเพราะสามารถ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในย่านลาดพร้าว รัชดาฯ ได้มากขึ้น แต่เมื่อหันมาใช้บริการสื่อออนไลน์ โดยมีการจัดทำเว็บไซต์ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ และเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น โดยเห็นได้จากกลุ่มลูกค้าที่โทรเข้ามาเพื่อสั่งจองบริการจัดเลี้ยง หรืออาหารกล่อง โดยพบว่าลูกค้าเกือบ 90%มาจากการรับข้อมูลข่าวสารทางสื่อออนไลน์


“ทางร้านไม่มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่ม เพราะมองว่าการมี 2 สาขาและเป็นองค์กรแบบเอสเอ็มอี ทำให้สามารถปรับตัวได้ง่าย ตามที่ลูกค้าต้องการ จึงเป็นจุดแข็งที่ทางร้านมี เมื่อเทียบกับร้านค้าอื่นๆ โดยเฉพาะร้านค้าที่มีเชนหลายสาขา ดังนั้นในระยะเวลาอันใกล้จึงไม่มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่ม แต่จะมุ่งเน้นการบริการให้พร้อมและสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาให้ดี ยิ่งขึ้น และในอนาคตจะมีบริการใหม่ คือการรับจัดอาหารว่างหรือคอฟฟี่ เบรค และค็อกเทล สำหรับงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ ประชุม สัมมนาต่างๆ”
โดยรูปแบบของบริการคอฟฟี่ เบรค และค็อกเทล ได้เริ่มให้บริการในร้านแล้ว และจะเดินหน้าปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ในปีหน้า สำหรับผลประกอบการของร้านในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 10-15% แม้ในช่วงที่ผ่านมาจากเศรษฐกิจและปัญหาต่างๆ จะทำให้ยอดขายภายในร้านลดลงเฉลี่ย 5% แต่พบว่ายอดขายจากเดลิเวอรี่และจัดเลี้ยงเติบโตขึ้น 10-15% ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นเฉลี่ย 10% ทั้งบริการเดลิเวอรี่และจัดเลี้ยง

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

“Red Carpet Shoes” บูํ๊๊ตถักมือ

เมื่อ มีเวลาว่าง จึงหยิบจับเข็มถักโครเชต์ขึ้นมาสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายรายการ จนกระทั่งมาถึงผลิตภัณฑ์รองเท้าบู๊ต ที่คิดค้นรูปแบบขึ้นด้วยตัวเอง ความแปลกตา สวย ไม่ซ้ำ หลายคนเห็นต่างชื่นชม พร้อมแนะนำให้ผลิตจำหน่าย ก่อเกิดรายได้ ภายใต้ยี่ห้อ “Red Carpet Shoes”

ความคิดต่าง สามารถสร้างสิ่งใหม่ ก่อเกิดความภูมิใจต่อผู้ผลิต ซึ่งหากนำผลงานเข้าสู่กระบวนการทางการตลาด ย่อมส่งผลตอบแทนเป็นรายได้ อันนำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

ดังเช่นผู้ประกอบการหญิงจะกล่าวถึง เธอมีความคิดต่างไปจากผู้อื่น ซึ่งความคิดนี้ เกิดเพราะความชอบเครื่องแต่งกายประเภทรองเท้า แต่สินค้าซึ่งมีรูปแบบซ้ำ วางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปหาได้ถูกใจ เหตุนี้ จึงคิดผลิตรองเท้าเพื่อสวมใส่ด้วยตัวเอง

งานอดิเรกสร้างรายได้

บู๊ตถักมือ สวยไม่ซ้ำใคร

คุณรัญชนา พิมดี อายุ 48 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์รองเท้าบู๊ต ภายใต้ยี่ห้อ “Red Carpet Shoes” คือหญิงสาวซึ่ง เส้นทางเศรษฐี จะกล่าวถึง เธอเล่าให้ฟังถึงจุดเกิดอาชีพ นั้นสืบเนื่องจากเมื่อครั้งหยุดกิจการร้านถ่ายภาพซึ่งดำเนินมาราว 6 ปี ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับกำลังตั้งครรภ์

เวลาว่างจึงหันมาหยิบจับงานอดิเรก ด้านเย็บปักถักร้อย โดยเฉพาะการถักโครเชต์ ซึ่งคุณรัญชนาสามารถถักร้อยเส้นไหมสร้างผลงานหลากหลายประเภท จวบจนคิดถึงรองเท้า หากนำวัสดุเช่นเดียวกันมาประดิษฐ์ ความโดดเด่นแปลกตาย่อมเกิดขึ้น และแน่นอนว่าไม่ซ้ำใคร เหตุนี้จึงนำไหมพรมถักทดแทนผืนหนังรองเท้า

คุณรัญชนาใช้เวลาคิดคำนวณรูปแบบ ตลอดจนทดลองลงมือผลิตเนิ่นนาน กว่าจะเป็นรูปร่างอย่างใจปรารถนา ด้วยเพราะเปิดตำราเล่มไหนๆ ไม่พบวิธีทำ อันจะนำมาเป็นตัวอย่าง

“ตอนแรกทำรองเท้าส้นเตี้ย เหมาะสวมใส่เวลาท้อง แต่พอคลอดลูก เริ่มทำรองเท้าส้นสูง และด้วยเป็นคนชอบใส่บู๊ตมาก แต่ปัญหาคือ ถ้าทำจากหนังจะร้อนอบเท้า หรือถ้าเก็บไว้นานแผ่นหนังหลุดลอก ซึ่งตอนแรกใช้ไหมพรม แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงเปลี่ยนเป็นเส้นไนล่อนฟอกนิ่ม สามารถระบายอากาศได้ดี มีความยืดหยุ่น ซักน้ำได้ ไม่เสียรูปทรง”

หลังทำสวมใส่ไม่นาน ญาติพี่น้อง เพื่อนผู้รู้จัก ต่างทักด้วยความชื่นชม และขอให้ช่วยผลิตให้บ้าง พร้อมกันนั้นยังเสนอแนะเข้าสู่ระบบจัดจำหน่าย เพราะเชื่อว่าความแปลกตา คุณภาพสินค้า จะนำมาซึ่งรายได้

คุณรัญชนาเก็บคำแนะนำกลับมานั่งคิดทบทวน จึงเริ่มมองเห็นช่องทาง แต่ลำพังแรงงานผลิตเพียงคนเดียวมิอาจเพียงพอ จึงเริ่มจัดตั้งทีมงาน โดยมองหากลุ่มแม่บ้าน ซึ่งรับงานประดิษฐ์ด้านเย็บปักถักร้อยอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นเข้าไปติดต่อเจรจาตกลงกติกาจัดจ้าง

“ขั้นตอนผลิตค่อนข้างพิถีพิถัน ต่อคู่ใช้เวลา 3-4 วันจึงแล้วเสร็จ จึงต้องหาทีมงานเข้ามาช่วย โดยกลุ่มผู้ผลิตมีสมาชิกรวมตัวกัน 10-15 คน ในพื้นที่ต่างจังหวัด เขารับทำงานถักโครเชต์อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ผลิตภัณฑ์แตกต่างกันไป อาทิ กระเป๋า หมวก เสื้อ ส่วนรองเท้ายังไม่มีใครสั่งทำ เมื่อนำแบบไปให้ดู สอนกรรมวิธีคร่าวๆ เท่านี้สามารถเข้าใจได้ง่าย ส่วนค่าตอบแทนกำหนดให้เป็นรายชิ้น”

คุณรัญชนา ว่า น้ำหนักมือมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพและความสวยงามของผลิตภัณฑ์ ฉะนั้น นอกจากผู้ผลิตมีฝีมือด้านงานถักโครเชต์ ยังต้องให้ความใส่ใจรายละเอียดของรองเท้าแต่ละข้างต้องสม่ำเสมอเหมือนกัน ดังนั้น รองเท้า 1 คู่ควรใช้ผู้ผลิตคนเดียวกัน

เลือกผู้ผลิตเป็นงาน

สองสไตล์ใส่ลูกเล่น

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวถึงเหตุผลด้านแรงงานผลิตเพิ่มเติมว่า “หากจะฝึกคนซึ่งไม่เคยจับเข็มมาก่อน ต้องใช้เวลานานมาก แต่กับผู้เป็นแล้ว สอนเขานิดหน่อย สามารถเข้าใจในทิศทางเดียวกัน จังหวะลงเข็มรวมถึงน้ำหนักมือสม่ำเสมอ ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปตรวจสอบสินค้า ทำเสร็จ ให้เขาส่งกลับมาได้เลย”

ถามถึงวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ เส้นด้ายไนล่อนฟอกนิ่ม โดยแหล่งจำหน่ายย่านสำเพ็ง กับราคาขายกิโลกรัมละ 500-600 บาท นอกจากนั้น ยังมีเส้นด้ายธรรมชาติ อย่าง ใยกันชง ซึ่งมีคุณสมบัติเหนียวนุ่ม ไม่อับชื้น สวมใส่สบายเท้า ส่วนเส้นฝ้าย โดดเด่นตรงความอุ่น นุ่ม เหมาะสวมใส่ในช่วงฤดูหนาว หรือผู้ซึ่งทำงานภายใต้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ โดยวัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดนี้ คุณรัญชนาสั่งซื้อจากผู้ผลิตทางแถบภาคเหนือ กับราคาขาย ถ้าเป็นเส้นฝ้ายตกกิโลกรัมละเกือบ 1,000 บาท สำหรับใยกันชงราคาพอๆ กับไนล่อนฟอกนิ่ม

คุณรัญชนา ว่า เส้นด้าย 1 กิโลกรัมสามารถผลิตรองเท้าได้ไม่ต่ำกว่า 1 คู่ ส่วนวัตถุดิบต่อมา ส้นพร้อมพื้นรองเท้า สินค้านำเข้าจากประเทศจีน แต่หาซื้อได้กับร้านตัวแทนจำหน่ายย่านวงเวียนใหญ่ “เรื่องของรูปแบบต้องเข้ากับลักษณะรองเท้า ความคงทนสำคัญมาก ส่วนความสูงกำหนดไว้ 2-2.5 นิ้ว เวลาเดินรู้สึกสบายไม่เมื่อยเท้า เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายหลักวัยทำงาน ที่คาดการณ์อายุไว้ 30 ปีขึ้นไป

ต่อมาในส่วนของอุปกรณ์ ได้แก่ เข็มถักโครเชต์ กาว อุปกรณ์ตกแต่ง อาทิ ลูกปัด ผ้าลูกไม้ ขนนก หาซื้อจากร้านจำหน่ายย่านสำเพ็ง พาหุรัด

คุณรัญชนา ว่า เบ็ดเสร็จเงินลงทุนก้อนแรกเกือบ 100,000 บาท โดยต้นทุนหลัก ได้แก่ ค่าแรงงานผลิต ซึ่งหากจะให้ธุรกิจนี้ขับเคลื่อนด้วยดี ควรมีทุนหมุนเวียน ไว้รองรับในส่วนของค่าแรง และการจับจ่ายวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งคุณรัญชนา ต้องจัดส่งไปให้กลุ่มผู้ผลิตครบถ้วน

“บู๊ตของ Red Carpet Shoes มีทั้งแบบหัวแหลม เหมาะกับผู้หญิงรูปเท้าเล็กเรียว สไตล์การแต่งตัวออกแนวเปรี้ยวเฉี่ยว ส่วนหัวตัดเหมาะกับผู้มีลักษณะปลายเท้ากว้าง โดยขนาดนั้นมีให้เลือกตั้งแต่ 35-40 นิ้ว แต่ขนาดเท้าคนไทย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก 37-38 นิ้ว

ในส่วนของอุปกรณ์ตกแต่ง เหมือนเป็นลูกเล่น สนุกกับการสวมใส่ เสริมความโดดเด่น อย่างถ้าต้องการไปงานปาร์ตี้กลางคืน เครื่องประดับประเภทคริสตัล ลูกปัด ขนนก เสริมความหรูหราได้ แต่หากในวันปกติ สามารถถอดออกเพื่อให้บู๊ตดูเรียบร้อยเข้ากับสถานการณ์”

ออกงานแสดงสินค้า

รายได้มา ลูกค้าเกิด

ถามถึงตลาดจัดจำหน่าย คุณรัญชนา ว่า ได้รับโอกาสอันดีจากหน่วยงานราชการหลายแห่งส่งเสริมสนับสนุนพาออกงานแสดง สินค้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องด้วย Red Carpet Shoes เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งออกงานแต่ละครั้งสามารถสร้างรายได้จากยอดขายปลีกราวหลักแสนบาท ส่วนผลกำไรประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

“เมื่อก่อนติดต่อขอเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า ค้าขายอยู่นานหลายเดือน สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ปัจจุบันหันมาเน้นออกงานแสดงสินค้า โดยเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง นอกจากรับรายได้จากยอดขายปลีกในวันงานแล้ว สิ่งตามมาคือ ลูกค้าขาประจำ โทรศัพท์จับจองสินค้าต่อเนื่อง เกิดการบอกต่อ กับอีกวิธีหนึ่งคือ เปิดเว็บไซต์ ลูกค้าสะดวกสามารถคลิกจับจองได้ทันทีกับราคาขายคู่ละ 2,900 บาท และยินดีจัดส่งฟรี ทั่วพื้นที่ภายในประเทศไทย”

คุณรัญชนา กล่าวถึงโอกาสในการค้าขายรองเท้าบู๊ตถักโครเชต์ว่า สิ่งสำคัญคือความต่างของผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนใคร และเท่าที่สำรวจตลาดยังไม่พบสินค้ารูปแบบเดียวกัน อาจเพราะความละเอียดพิถีพิถันในขั้นตอนผลิต จนยากจะลอกเลียน แต่กระนั้นเพื่อความไม่ประมาท การจดลิขสิทธิ์รูปแบบ ถือเป็นวิธีป้องกันคู่แข่งขันได้อีกทางหนึ่ง

แม้ Red Carpet Shoes เป็นหนึ่งเดียวกับตลาดสินค้ารองเท้าบู๊ตดังกล่าวมา แต่กระนั้นหากให้ยอดขายขยับ มีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง การปรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งไม่เคยมองข้าม อีกทั้งยังมองปัญหาพร้อมแก้ไข เพื่อให้ผู้สวมใส่เกิดความมั่นใจในยี่ห้อ

“เมื่อก่อนวางตำแหน่งเชือกร้อยรองเท้าไว้ด้านนอก พอถึงคราวจะผูก ต้องเอี้ยวตัว ไม่ถนัด จึงปรับตำแหน่งไว้ด้านในแทน พอใส่รองเท้าเสร็จ ไขว้ขาขึ้นมาลักษณะไขว่ห้าง เท่านี้สามารถผูกเชือกร้อยรองเท้าได้อย่างง่ายดาย ปัญหาอีกอย่างหนึ่งมันอยู่ตรงความสวยหรูหรา ลูกค้าไม่กล้าใส่ ตรงนี้ผู้ขายซึ่งก็คือตัวดิฉันเอง จะให้คำแนะนำ ลองหยิบยื่นให้สวมใส่ดูก่อน เพราะถ้าไม่ชอบความหวือหวา สามารถตัดอุปกรณ์ตกแต่งออกได้ เมื่อลูกค้าลองแล้ว เห็นว่าสบายเท้า ต่างยินดีควักกระเป๋าเพื่อจับจอง โดยโทนสีขายดี ได้แก่ ดำ น้ำตาล และเทา”

ถามถึงอนาคตกับผลิตภัณฑ์ภายใต้ยี่ห้อ Red Carpet Shoes เจ้าของผู้ผลิตจำหน่าย ว่า หากโอกาสและสถานที่อำนวย คาดว่าจะเปิดหน้าร้าน กับรูปแบบการขายมิใช่แค่ค้าปลีก โดยกลุ่มเป้าหมายหวังขยายตลาดสู่ต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ คงต้องเตรียมพร้อมในเรื่องของกำลังคน และทุนทรัพย์

สำหรับผู้ชื่นชอบแต่งกายทันสมัย Red Carpet Shoes เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเครื่องแต่งกายประเภทรองเท้า ติดต่อได้ที่ 49/316 สุขุมวิท 103 บางนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 747-7649, (086) 980-1384 หรือคลิก www.redcarpetshoes.net

ที่มา : thaismefranchise

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Bakery I do

ร้าน ขนมเค้กเบเกอรี่โฮมเมดเป็นอีกหนึ่งธุรกิจยอดฮิตในฝันของใครหลายคน ทุกวันนี้จึงมีเปิดใหม่แทบทุกแห่ง ทั้งร้านจากฝีมือคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหญ่ หรือแม้กระทั่ง มนุษย์เงินเดือนที่หันเหเส้นทางอาชีพ
เนื่องจากมีตัวเลือกมาก ร้านที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีความโดดเด่นซึ่งลูกค้าสัมผัสได้ อย่างในรายของ ‘Bakery I do’ ร้านเล็กๆ ใน ซ.11 ถ.พระรามเก้า 43 เลือกวางตำแหน่งของร้านอย่างเหมาะสม ด้วยระบบจัดการที่ง่ายแต่ใช้ได้ผล มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน และบริการตรงใจทั้งเสิร์ฟในร้าน และเดลิเวอร์รี่ บนพื้นฐานสินค้าคุณภาพ ช่วยให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ เป็นต้นแบบของร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่สนใจ

ณัฏฐิรา นาคบัว

ร้าน Bakery I do เปิดมาประมาณ 2 ปีกว่า จากความตั้งใจอย่างแท้จริงของ “ณัฏฐิรา นาคบัว” อดีตบัณฑิตลูกแม่โดม
เธอ เล่าว่า เป็นคนรักการทำอาหารมาก นอกจากนั้น ครอบครัวก็มีพื้นฐานธุรกิจร้านอาหารอยู่ด้วย ส่วนตัวจึงมีความฝันอยากเปิดร้านขายอาหาร และเบเกอรี่มาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเริ่มทำขนมส่งขายแล้ว หลังเรียนจบ จึงเปิดร้านของตัวเอง ย่านอโศก
ทว่า เนื่องจากเป็นมือใหม่ในทุกด้าน ร้านไม่ประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อย สิ่งที่ทำให้เชื่อมั่นว่า สามารถทำธุรกิจนี้ได้ดี คือ ลูกค้าแทบทุกรายที่ได้ชิมฝีมือต่างชื่นชอบ ดังนั้น แม้ร้านต้องปิดตัวลง แต่ก็บอกตัวเองเสมอจะต้องกลับมามีร้านใหม่อีกครั้ง
จากความมุ่งมั่นนี้ ณัฏฐิราตัดสินใจไปอยู่ประเทศสหรัฐฯ กว่า 5 ปี เพื่อศึกษาต่อ พร้อมกับทำงานในร้านอาหารควบคู่กันไป เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านบริหารร้าน และฝึกฝนสูตรอาหารต่างๆ รวมถึงสะสมทุนเพื่อกลับมาเปิดร้าน
หลังกลับมาเมืองไทย โจทย์ข้อแรกเพื่อเปิดร้าน ณัฎฐิราต้องตัดสินใจเลือกระหว่างจะลง ทุนสูง โดยเช่าพื้นที่เปิดร้านบนทำเลทอง ตกแต่งหรู เน้นลูกค้าตลาดบน และหวังกำลังซื้อปริมาณสูง กับเลือกจะใช้หน้าบ้านตัวเองมาประยุกต์เป็นร้าน ตกแต่งแค่เหมาะสม โดยใช้เงินลงทุนไม่มาก ซึ่งยอดขายก็อาจไม่สูงนัก

หน้าร้าน ‘Bakery I do’

คำตอบ เธอเลือกจะเปิดที่หน้าบ้านตัวเอง ซึ่งอยู่ในซอยเล็กๆ ห่างจากถนนใหญ่กว่า 500 เมตร
“สิ่ง ที่คำนึงคือ เราดูศักยภาพของตัวเอง ซึ่งยังมีประสบการณ์น้อย การลงทุนแบบพอประมาณ อย่างน้อยจะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง อีกทั้ง เชื่อว่า มีฐานลูกค้าเดิมที่ติดใจฝีมือ จะสั่งออเดอร์เข้ามาแล้วให้ส่งในแบบเดลิเวอร์รี่ ดังนั้น ความสำคัญของร้านจึงเป็นจุดทำ และรับ-ส่งสินค้า ช่วยให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น”

เมนูอาหารกล่อง ราคาส่งกล่องละ 60 บาท

นอกจากนั้น เพื่อให้แตกต่างจากร้านเบเกอรี่ทั่วไป พยายามหันมาให้ความสำคัญกับเมนูคอฟฟี่เบรก เพิ่มเติมด้วยเครื่องดื่มกาแฟ และมีอาหารตามสั่งต่างๆ เพื่อรองรับลูกค้าพนักงานบริษัท
ณัฏฐิราเล่าว่าใช้ทุนเปิดร้านอยู่แค่หลักหมื่นบาท เพราะอุปกรณ์ประกอบครัวต่างๆ ทางบ้าน ซึ่งมีพื้นฐานธุรกิจอาหารมีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนการตกแต่งร้านเน้นสบาย ง่ายๆ ดูเป็นมิตรกับลูกค้า ไม่ต้องหรูหราจนเกินไป ป้องกันปัญหาลูกค้าไม่กล้าเข้าร้าน เพราะกลัวแพง

เนื่องจากลูกค้าหลักวางไว้ที่ระดับกลาง ราคาตั้งให้เหมาะสม ไม่หวังกำไรเกินควรพยายามให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป โดยอาหารจานเดียวอยู่ที่ 25-35 บาท เครื่องดื่ม 10-35 บาท และขนมเค้กเบเกอรี่ 15-55 บาท เคล็ดลับสำคัญต้องให้ลูกค้าติดใจตั้งแต่ครั้งแรก จากทั้งหน้าตาภายนอก และรสชาติอาหาร แล้วกลับมาอีกเรื่อยๆ รวมถึง ให้เกิดกระแสบอกต่อ
“ร้าน นี้เกิดได้ เพราะการบอกปากต่อปากจริงๆ เพราะเราไม่ได้โปรโมทอะไรมาก วันเปิดร้านแค่ถ่ายเอกสารแจกรอบๆ บริเวณร้าน แต่หลังลูกค้าได้ลองชิม ก็ให้บอกต่อกัน มีดารานักแสดงที่เคยมาชิมก็ไปพูดต่อ หรือในเว็บ PANTIP ก็ยังมีเข้าไปพูดถึง ทำให้มีลูกค้าที่อยู่ไกลๆ เข้ามา รวมถึง ได้ออเดอร์ภายนอกอย่างต่อเนื่อง”

จากร้านที่อยู่ในซอย มีลูกค้าแค่คนบริเวณใกล้เคียง ขยายสู่ลูกค้าภายนอกเดินทางเข้ามาลิ้มชิมอาหารแล้วนำไปบอกต่อ ขณะที่การสั่งออเดอร์ ขยายจากออฟฟิศบริเวณใกล้ๆ ร้าน ก็ออกไปอย่างกว้างขวาง หลายรายสืบเสาะหาเข้ามาเอง ตามเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ในสติ๊กเกอร์บนกล่องขนม
จุดเด่นอาหารของ Bakery I do ณัฏฐิรา ระบุว่า คือ ความ สดใหม่ ทำวันต่อวัน วัตถุดิบต่างๆ ซื้อด้วยตัวเองทุกเช้า ใช้ของมีคุณภาพ เช่น เลือกใช้ผักปลอดสารพิษปรุงอาหารทุกเมนู ขณะที่หน้าตาอาหารต้องให้ลูกค้าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

“สูตรอาหารต่างๆ มันเป็นสูตรที่คุณแม่เคยทำให้เรากินตั้งแต่เด็ก เมื่อมีร้านอาหาร ก็คิดเสมอว่า ลูกค้าต้องได้กินอย่างที่เรากิน ดังนั้น ต้องอร่อยและดีที่สุด ซึ่งต้องแลกความทุ่มเทเป็นพิเศษ เช่น ต้องส่งออเดอร์ตอน 6 โมงเช้า เราต้องลุกมาทำตอนตี 4 แทนที่ทำทิ้งค้างคืนไว้”

นอกจากนั้น ณัฏฐิรา นำประสบการณ์ที่เคยทำงานร้านอาหารที่ต่างแดน มาประยุกต์ใช้ อย่างกรณีปรุงอาหารให้เสิร์ฟได้รวดเร็วช่วงกลางวัน หรือต้องทำออเดอร์จำนวนมากๆ การปรุงรสจะผสมเครื่องปรุงต่างๆไว้ด้วยกันเป็นน้ำซอสสำเร็จรูป ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจะทำให้ปรุงอาหารได้รวดเร็วขึ้น ยังช่วยกำหนดรสชาติให้สม่ำเสมอทุกจาน
ส่วนการผลิต จะไม่ทำเสร็จจำนวนมากๆ แล้วรอให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ หน้าร้านจะมีเค้กหรือขนมปังแค่เพียงพอบริการกินในร้านเท่านั้น แต่เมื่อมีออเดอร์ภายนอกสั่งเข้ามา ก็พร้อมจะทำให้เสร็จได้ในเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้ ช่วยตัดปัญหาต้นทุนจม ขณะเดียวกัน ลูกค้าได้ของที่สดใหม่

ข้าวผัดอเมริกัน หนึ่งในเมนูของร้าน

ในส่วนการทำสั่งตามออเดอร์นั้น กลุ่มลูกค้าหลักจะสั่งไปใช้งานสัมมนา และจัดเลี้ยงต่างๆ โดยเมนูเบเกอรี่มีให้เหลือหลายสิบรายการ เมนูยอดฮิต เช่น เค้กชอกโกแลก เป็นต้น ส่วนอาหารกล่องสำเร็จรูป ขายในราคา 60 บาท/ชุด (รวมค่าขนส่ง) เน้นตกแต่งสวยงาม น่ากิน มีให้เลือกกว่า 20 รายการ เช่น ข้าวผัดอเมริกัน ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ข้าวหน้าหมูเกาหลี สปาเก็ตตี้ซอสไก่ เป็นต้น
ทั้งนี้ การคุมต้นทุนถือเป็นหัวใจของธุรกิจร้านอาหารนั้น ณัฏฐิราเผยว่า ทุกวันนี้ยังต้องลงมือดูแลด้วยตัวเองเกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการปรุงอาหาร ซื้อวัสดุดิบ ไปถึงส่งสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักและเหนื่อย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ธุรกิจเล็กๆ ต้องยอมแลก

บรรยากาศภายในร้าน

ทุกวันนี้ ร้าน Bakery I do มีสัดส่วนรายได้จากหน้าร้านประมาณ 40% ส่วนยอดทำตามออเดอร์ 60% ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลยอดสั่งจะเพิ่มสูงขึ้น 3 เท่าตัว ถึงขนาดทำกันไม่ทัน เคยรับทำชุดคอฟฟี่เบรกสูงสุดกว่า 3,000 ชุด
เทียบ ความสำเร็จของร้าน ซึ่งเป็นธุรกิจเล็กๆ ในครัวเรือน มีพนักงานแค่ไม่กี่คน กับผลตอบรับที่กลับมานั้น ณัฏฐิรา และร้าน Bakery I do ของเธอ เป็นอีกหนึ่งกิจการที่น่าชื่นชมไม่น้อย



ที่มา : ผู้จัดการ

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โปรแกรมอบรมวิชาชีพ ของเดือนธันวาคมนี้

เอาคอร์สฝึกอบรมวิชาชีพที่จัดโดยศูนย์มติชนมาฝากค่ะ

วันที่ วิชา ค่าอบรม (บาท)
06 ธ.ค. 2552
_ ปาท่องโก๋ สัขยา และน้ำเต้าหู้ 10 เครื่อง (สูตรโซ้ยตี๋-ตลาดคลองขวาง) 2,675
_ ไก่ย่างสายลม สูตรเชลล์ชวนชิม (แถมคอหมูย่าง+แจ๋ว+ป่อเปี๊ยะสด) 2,140
_ แซนด์วิช 5 ไส้ (ไก่ ทูน่า ปูอัด ฯลฯ)+วอฟเฟิลเนยสด (ลูกเกด ข้าวโพด ไส้กรอก-อ.บัณฑวรรณ) 2,140
_ ธุรกิจกาแฟสดสไตล์คนรุ่นใหม่ (COFFEE MAKER) 1,605
_ ข้าวหมกไก่เมืองทอง (สูตรทำง่ายขายดีในโรงเรียน-อ.อดุลย์โรจน์) 1,605
_ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ซุปเปอร์ขาไก่ (อ.วงเดือน) 1,605
_ กรอบรูปไม้และการเปิดร้าน (กรอบ 2 ชั้นและการพัฒนารูปแบบ) 1,605
_ ช่างกุญแจและการเปิดร้าน (2 วัน) -
_ การจัดดอกไม้ขั้นพื้นฐานและนอกสถานที่ในโอกาสต่างๆ (2 วัน) (วันที่2/ซุ้มแต่งงาน เข็มขัดติดเสื้อ โบว์เดี่ยว ดอกไม้หน้าศพ พวงหรีด) -

12 ธ.ค. 2552
_ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือและการเปิดร้าน (2 วัน) 2,675
_ กระจกโครงอะลูมิเนียม (2 วัน) 2,675
_ เปี๊ยะปีใหม่+เปี๊ยะไทยไส้ถั่วอบควันเทียน+เปี๊ยะชาววัง+เปี๊ยะจีน (อ.บัณฑวรรณ) 2,140
_ โจ๊กฮ่องกงและโจ๊กหมู (สูตรเจ๊ดา) 1,605
_ หมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู (ลูกชิ้นหมู ไส้อั่ว ไส้กรอกอีสาน) 1,605
_ ส้มตำไฮโซและการเปิดร้าน (10 รายการ-ร้านครัววงดือน) 1,605
_ ลอดช่องสิงคโปร์และทับทิมกรอบ (สูตรการค้า-อ.นิรันดร์) 1,605
_ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เนื้อตุ๋น ซี่โครงหมูตุ๋นเมืองทอง 1,605
_ การจัดสวนถาดแบบธรรมชาติและไม้มงคล (อ.เสาวลักษณ์) 1,605
13 ธ.ค. 2552
_ แกงเผ็ด ผักหวาน ไข่มดแดง แกงเลียงกุ้งสด (สูตรขายดีที่ตลาดถนอมมิตร วัชรพล) 1,605
_ หมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู 2 (หยูยอ แหนม หมูเด้ง) 1,605
_ ข้าวเหนียวมูน (หน้าปลา-กุ้ง-สังขยา/ร้านคุณพะเยาว์-นนทบุรี) 1,605
_ ขนมเบื้องชาววัง 5 ไส้ (ไส้ฝอยทอง หน้ากุ้ง เผือก ลูกเกด สังขยาใบเตย) 1,605
_ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ (สูตรประชานิยม-อ.พันธ์) 1,605
_ กล้วยปิ้งสูตรผสมน้ำผึ้ง (ชาววัง) 1,605
_ กาแฟโบราณและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้อง (ร้านอั๋งหมวยกาแฟโบราณ) 1,284
_ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือและการเปิดร้าน (2 วัน) -
_ กระจกโครงอะลูมิเนียม (2 วัน) -
19 ธ.ค. 2552
_ ผ้าม่านและการเปิดร้าน (แถมวอลเปเปอร์และฉากกั้นห้อง), (2 วัน) 3,210
_ น้ำพริกกระปุก 8 รายการ (ครูตุ๊ก-น้ำพริกตาแดง แมงดา ปลากรอบ มะขาม ฯลฯ) 2,140
_ เหล้าปั่นและน้ำผลไม้ปั่นสมูธตี้ (แถมน้ำอัดลมโบราณ) 1,605
_ เย็นตาโฟสูตรโบราณและต้มยำมะนาว (ร้านกะลานู้ดเดิ้ล) 1,605
_ เทคนิคการอัดกรอบพระและทำป้ายพลาสติคเบื้องต้น 1,605
_ หมูเส้นยุวนิจ (แถมสูตรหมูฝอยและหมูสวรรค์) 1,605
_ ประดิษฐ์ของชำร่วยจากเรซิ่นและพิมพ์ยางเบื้องต้น 1,605
_ การทำเส้นบะหมี่ หมูแดง พร้อมน้ำราดรสเด็ด 1,605
_ กล้วยแขก-ข้ามเม่า-ซาลาเปาทอด (แถมไข่นกกะทา) 1,605
20 ธ.ค. 2552
_ ซาลาเปาทอดน้ำ (สูตรประยุกต์/แป้งนุ่ม) 2,140
_ ไอศกรีมชาวบ้าน (กะทิสด มะพร้าวอ่อน รวมมิตร ฯลฯ) 1,605
_ ผัดไทยสไตล์แชมป์โลก (สูตรดั้งเดิม 2 สูตร+สูตรประยุกต์ 2 สูตร-อ.พันธ์) 1,605
_ ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ (น้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์) 1,605
_ ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา (สูตรโบราณ) 1,605
_ กาแฟโบราณเชิงบูรณาการ (กาแฟผสมเครื่องดื่มชนิดต่างๆ สูตร อ.เชษฐา) 1,605
_ กะหรี่ปั๊บงาดำ 4 ไส้ (ต้นตำรับโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง) 1,605
_ กล้วยปิ้งสูตรผสมน้ำผึ้ง (ชาววัง), (ร้านกล้วยปิ้งแม่ตุ๊ หน้า ธ.ทหารไทย สรงประภา) 1,605
_ โอกาสธุรกิจศูนย์บริการงานด่วน (จุดชำระเงิน-ศูนย์ถ่ายเอกสาร-ป.ณ.เ อกชน) 1,284
_ ผ้าม่านและการเปิดร้าน (แถมวอลเปเปอร์และฉากกั้นห้อง), (2 วัน) -
* ราคาดังกล่าว รวมอุปกรณ์ เอกสารพร้อมบริการอาหารกลางวันและอาหารว่าง

ผู้สนใจ สมัครโดย โทร.จองที่นั่งก่อน และโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุท้ายวิชา)
เข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ 1 เลขที่บัญชี 737-2-13905-0
(ส่งหลักฐานการโอน พร้อมระบุให้ชัดเจนว่า เรียนวิชาอะไร วันไหน แฟกซ์ 0-2580-4030)
หรือสอบถามรายละเอียดที่ คุณณัฐสมน
โทร.02-589-2222, 02-589-0492, 02-954-4999 ต่อ 2100, 2101, 2102, 2103
(จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.) หรือ อีเมล์มาที่ techno@matichon.co.th
แต่ละวิชา อบรมวันเดียวจบ (09.00-16.00น.) สถานที่เรียน ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน บริเวณ สนง.ข่าวสด ย่านประชานิเวศน์ 1

ที่มา : มติชน

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตามไปดูวิถีชีวิต ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้าน



"ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก ทำนามันดีกว่าทำงานกินเงินเดือนอีก" นี่คือคำพูดยืนยันหนักแน่นจากปากของ ชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา ที่ ชัยพร พรหมพันธุ์ กล้าการันตีแบบนี้ก็เพราะว่าชาวนาอย่าง ชัยพร พรหมพันธุ์ ทำกำไรเหนาะ ๆ หักต้นทุนเรียบร้อยแล้ว เมื่อฤดูกาลผลิตที่แล้ว 2,000,000 บาทเศษ และฤดูที่เพิ่งผ่านพ้นไป 1,000,000 บาทเศษ ๆ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเงินเหลือใช้มากพอ จนสามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเองและภรรยาในอัตราเดียวกับผู้บริหารเสื้อคอปกขาวในเมือง มีโบนัสจากผลประกอบการไม่เคยขาด โดยเฉลี่ยก็มีรายได้ตกคนละประมาณ 60,000 – 70,000 บาท ปีก่อนนี้ซื้อทองเส้นเท่าหัวแม่โป้งมาใส่ พร้อม ๆ กับถอยรถกระบะมาขับเล่น ๆ อีกต่างหาก

ซึ่งนอกจากเงินเดือนและโบนัสสูงแล้ว ชัยพร พรหมพันธุ์ ยังซื้อที่ดินขยายการผลิตออกไป 30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 20 ปี ด้วยเงินสด ไม่เคยขาดทุนจากการทำนาต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2533 ไม่เคยมีหนี้สิน มีหลักประกันสุขภาพชั้นดี จากการส่งประกันชีวิตประกันสุขภาพระดับ A เดือนละร่วมแสน ส่งลูก 3 คน เรียนจบปริญญาโทโดยขนหน้าแข็งไม่ร่วง...วันว่างยังพาลูก ๆ ออกไปหาของกินอร่อย ๆ นอกบ้าน ชาวนาคนนี้เขาทำได้อย่างไร ทำไมชีวิตจึงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเขากันค่ะ...

นายชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาวัย 48 อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอบางปลาม้า สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์ บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน รักอาชีพการทำนาเป็นชีวิตจิตใจ ความมั่งคั่งมั่นคงทั้งปวง ได้มาจากการทำนาโดยสุจริต ไม่เอาเปรียบดินไม่เอาเปรียบน้ำ คิดซื่อ ขยันขันแข็ง และมีสองมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักเช่นชาวนาทั่ว ๆ ไป โดยชาวนาโดยส่วนใหญ่คู่กับตำนานยิ่งทำยิ่งจน ทำนาจนเสียนา แต่สำหรับเขา ทำนาบนที่ดินมรดกพ่อ 20 กว่าไร่ กับอีกส่วนหนึ่งเขาเช่าเพิ่มเติม ทำไปทำมาก็ซื้อที่นาเช่ามาเป็นของตัวเอง ปาเข้าไป 100 กว่าไร่ แถมซื้อที่นามาโดยไม่เคยกู้แบงก์ ไม่เคยเป็นลูกค้าขี้ข้าใคร



"ผมล้มมาเยอะเหมือนกัน" สำเนียงเหน่อ ๆ ของลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านแห่ง ตำบลบางใหญ่ ผู้เพียรพยายามหาหนทางตั้งตัว เคยทำแม้แต่นากุ้งและสวนผลไม้คละชนิด แต่สู้น้ำไม่ไหว ต้องกลับมาเป็นชาวนาตามรอยพ่อ

"ทำนาเคมีมา 20 กว่าไร่ ครั้งแรกปี 2525 ได้ข้าว 13 เกวียน จำได้แม่นเลย ขายได้เกวียนละ 2,000 บาท ขาดทุนยับ พอดูหนทาง เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คิดว่าจะได้เบิกเงินค่าเรียนลูก เพราะมองอนาคตแล้วว่าไม่มีปัญญาส่งลูกแน่ แต่ปี 2531 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาละวาดหนัก แถวบ้านเราโดนกันหมด ก็พอดีอาจารย์เดชา ศิริภัทร ทำเรื่องนาอินทรีย์และใช้สมุนไพร มาขอทำแปลงทดลองปลูกสมุนไพร พ่อก็แบ่งนาให้ 5 ไร่ ด้วยความเกรงใจ อาจารย์ก็เริ่มทดลองใช้สะเดาสู้กับเพลี้ย เครื่องไม้เครื่องมือเยอะ ผมก็ไปช่วยอาจารย์ฉีด ก็ฉีดไปยังงั้น เราไม่ได้ศรัทธาอะไร แต่ปรากฎว่าแปลงนาที่สารเคมีเสียหายหมด ส่วนแปลงนาที่ฉีดสะเดากลับไม่เป็นอะไร

ผมก็เริ่มจะเชื่อแล้ว แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย เลยเอามาทำในนาของผมเอง ซึ่งปีนั้นชาวนาโดนเพลี้ยกันเยอะมาก หน่วยปราบศัตรูพืชจังหวัด เขาเลยเอายาที่ผสมสารเคมีมาแจก ผมก็ลองเอามาใช้ โดยแบ่งว่าแปลงนานี้ฉีดสารเคมี แปลงนานี้ฉีดสะเดา ซึ่งผลก็ปรากฎออกมาว่า แปลงนาที่ฉีดสะเดาปลอดภัยดี เก็บเกี่ยวข้าวก็ดี แต่แปลงที่ฉีดสารเคมีตายหมด ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อสนิทใจ แล้วมาลองทำเองดู ผมก็หักกิ่งก้านสะเดามาใส่ครกตำเอง ภรรยาก็บ่นว่าทำไปทำไมเสียเวลา แต่ผมรั้น คือยังไงก็ขอลองหน่อย ก็เอาไปฉีดแล้วข้าวก็ได้เกี่ยว ผลผลิตก็ออกมาดีเกินคาด ทีนี้ชาวบ้านก็แห่มาขอสูตรเอาไปทำบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบผลสำเร็จ เพราะเขาใช้สมุนไพรคู่กับยาเคมี บางคนใช้เคมีจนเอาไม่อยู่แล้วถึงหันมาใช้สะเดา พอมันไม่ได้ผลทันตาเห็น ก็กลับไปใช้สารเคมีกันเหมือนเดิม” เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา กล่าว

การคิดต้นทุนของเขา ลงทุนเต็มที่ตกไร่ละ 2,000 บาท ในขณะที่ขายได้เกวียนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ซึ่งหลังจากเขาทำนาอินทรีย์ได้เพียง 3 ปี มีเงินเหลือมากกว่า 6 ปี ที่มัวจมอยู่กับปุ๋ยยา อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ก็ใช่ว่าชัยพรจะหวงวิชาความรู้ เขายังได้ให้คำปรึกษากับผู้ที่มีปัญหา และสนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ที่โทรมถามาขอคำปรึกษาตามสายแทบจะทุกวัน



ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก" ชัยพรยืนยันหนักแน่นซ้ำอีก สำคัญตรงที่ต้องทำนาแบบใช้สมอง ไม่ใช่ทำนาแบบเป็นผู้จัดการนาสถานเดียว

"ถ้าเป็นผู้จัดการนาล่ะจนแน่ มีมือถือเครื่องเดียวโทรสั่งตามกระแส มีนาอย่างเดียว ที่เหลือจ้างเขา เริ่มทำไร่นึงก็ต้องมีพันกว่า ตั้งแต่ทำเทือก ทำดิน ไปยันหว่าน เฉพาะได้แค่ต้นนะ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เกี่ยวไหม จากนั้นต้องฉีดยาคุมหญ้า ใส่ปุ๋ยอีกหลายพัน ของเราต้นทุนไม่กี่สตางค์ อาศัยว่าต้องละเอียดอ่อน ต้องรักษาธรรมชาติ แล้วก็ต้องเป็นลูกจ้างตัวเอง ไม่ใช่ผู้จัดการ พอไปพูดกับเขา เขาก็บอกนาเขาน้อย แล้วก็เช่าเขา ทำอินทรีย์ไม่ได้หรอก ผมก็บอกว่าเมื่อก่อนผมก็เช่า ทำไมยังทำได้ ทำจนมีเงินซื้อนา เขาไม่คิดย้อนกลับไงว่าสมัยปู่ย่าตายายทำนา มันมียาที่ไหนล่ะ คนโบราณยังได้เกี่ยว ของเรายังดี มีสะเดาให้ฉีด สมัยโบราณมีที่ไหนล่ะ ไอ้บางคนเห็นข้าวเราเขียว ก็บอกว่าคงแอบใส่ปุ๋ยกลางคืนละมั้ง แหม๋! กลางวันยังไม่มีเวลาเลย จะมาใส่ปุ๋ยกลางคืน มาฉีดให้งูมันเอาตายเรอะ" ชัยพร กล่าว

ทุกครั้งที่ขายข้าวได้ เขาจะนึกถึงบุคคลที่นำเอาวิธีเกษตรอินทรีย์มาให้เขาได้รู้จัก และปรับใช้ในที่นาของเขา จนมีเงินเหลือเก็บ ... "ถ้าผมไม่ได้เจออาจารย์เดชาก็คงไม่ได้เกิดหรอก คงไม่ได้ส่งลูกเรียนปริญญาโทไป 2 คน อีกคนก็ว่าจะเรียนปีหน้า ลูกมาทีเอาเงินค่าเทอมทีละ 40,000 – 50,000 บาท ก็ยังเฉย ๆ เรามีให้"

ขณะที่ อาจารย์เดชา ศริรภัทร แห่งมูลนิธิขวัญข้าว ผู้เพียรพยายามเผยแพร่วิถีการทำนาอินทรีย์ยืนยันว่า ไม่ได้ช่วยอะไรชัยพรมากกว่านั้น ความสำเร็จทั้งปวงเกิดจากตัวชัยพรเอง แต่สำหรับชาวนา ป.4 ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่ทำให้เขาก้าวมาได้ถึงวันนี้

ลูก 3 คน ของชาวนา ป.4 คนโตกำลังเรียนปริญญาโท สาขาปรับปรุงพันธุ์พืช ที่มหาวิทยาลัยเกษตร กำแพงแสน คนกลางเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งจบปริญญาตรี เกียรตินิยม จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ตอนนี้ทำงานธนาคาร ทุก ๆ เย็นวันศุกร์ที่ลูก ๆ กลับบ้าน ครอบครัวชาวนาเล็ก ๆ ก็จะคึกคักมีชีวิตชีวา ขับรถออกไปหาของอร่อยกินกัน ในขณะที่ชาวนาต้นทุนสูงนาติดกันไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสเช่นครอบครัวของชัยพร




ลมทุ่งพัดอู้มา เมฆตั้งเค้ามาทางขอบฟ้าตะวันตก นารกฟางของเขาแผ่ขยายออกไปลิบตา ชัยพรยืนพิงรถลากมองดูอย่างพอใจ ลูก ๆ โตกันหมด ได้เรียนกันสูง ๆ เปลื้องภาระไปอีกเปลาะ สองคนสามีภรรยาตกลงกันว่า นาปีนี้จะเอาโบนัสใหญ่คนละเส้น แล้วแบ่งรายได้แข่งกัน ลูกสาวคนโตบอกว่า เรียนจบโทเมื่อไหร่จะกลับมาช่วยพ่อทำนา จะได้เพลาแรงพ่อ แต่พ่อกลับบอกว่า ยังทำนาสนุกอยู่

"ลูกเขาไม่อายหรอกที่พ่อเป็นชาวนา พอเราออกทีวี อาจารย์เขาเห็น เพื่อนเขาเห็น ยังมาถามเลยว่า ไม่เห็นบอกเลยว่ามีพ่อเป็นถึงเกษตรกรดีเด่นของประเทศ บางทีต่อไปถ้าคนเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์กันทั้งประเทศ นาดีมีกำไรกันหมด การบอกใครต่อใครว่าเป็นลูกชาวนา อาจเป็นความภูมิใจ เหมือนกับยุคหนึ่งที่คนได้ปลื้มไปกับการเป็นลูกพระยาก็ได้" ชัยพร กล่าวหน้าบาน พร้อมเล่าต่อว่า ตอนนี้เรายังทำสนุก ก็อยากขยายที่ทำให้กว้างออกไป ทำไปเถอะ ทำไปเรื่อย ๆ ทำเพลิน ๆ ไม่ขาดทุนหรอก ทำนาน่ะ มีแต่กำไร บอกกับตัวเองว่าถ้าฤดูนี้ได้ร้อยกว่าเกวียนจะขอโบนัสทอง 10 บาท บอกอย่างนี้ก็เลยต้องขยันฉีดฮอร์โมน ทำดิน ทำจิปาถะ แล้วก็ได้

และนี่คือวิถีชีวิตของ ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาร้อยล้าน ที่สามารถลบคำกล่าวที่ว่า "ทำนามีแต่จน" ได้สำเร็จ… โดยทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เขาสามารถมีวันนี้ได้ก็เพราะการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ การเป็นคนขยัน ลงมือปฏิบัติเอง แถมไม่กู้หนี้ให้เป็นภาระอีกต่างหาก…

ที่มา : Kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจไทยกับ SMEs”

สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) จัดงานสัมมนาผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อรายงานสถานการณ์และการเตือนภัย (ครั้งที่ 3/2552) เรื่อง “ทิศทางภาวะเศรษฐกิจไทยกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลสรุปสถานการณ์ SMEs ปี 2552 และแนวโน้ม SMEs ปี 2553 พร้อมกันนี้จะมีการบรรยายพิเศษเรื่อง “เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว?” โดยนายวิจิตร สุพินิจ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย หลักสูตร MBA และ IMBA มหาวิทยาลัยสยาม ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 19 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 19 มหาวิทยาลัยสยาม ถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ กทม. สอบถามรายละเอียด โทร. 02-2788800 ต่อ 466 , 127, 129

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Justin Bieber, Gold Price in India